เรียน ท่านสมาชิกโรงสีข้าวที่รักทุกท่าน
สงกรานต์ผ่านไปแล้วอย่างสนุกสนาน ในปีนี้รัฐบาลได้รนณรงค์อย่างมากในเรื่องของการเมาไม่ขับ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลดลงเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ตั้งใจไว้ว่าปีหน้าจะทำให้ดีกว่านี้ เทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีอันดีงามของไทยเรา เป็นวันครอบครัว และเป็นวันผู้สูงอายุ ครอบครัวได้พบหน้าได้ทำบุญร่วมกันลูกหลานได้พบกันได้ขอพรผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้เราต้องรักษาไว้ให้คงหยู่ตลอดไปคู่กับประเทศไทย แม้แต่ชาวต่างชาติทั่วโลกก็ยังมาเที่ยวบ้านเรา
มาถึงเรื่องโรงสีข้าว ถึงวันนี้มาตรการช่วยเหลือชาวนาด้วยการจำนำข้าวเปลือกของรัฐยังออกมาไม่ชัดเจนว่าจะมีระเบียบเพิ่มเติมจากเดิมอย่างไรบ้าง โรงสีข้าวจะปฏิบัติตามได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอดูวันรับสมัครว่าระเบียบกฎกติกาเป็นอย่างไร? ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา การสร้างโรงสีข้าวก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละจังหวัดก็มีกำลังผลิตมากขึ้นไม่น้อยกว่าอดีตที่ผ่านมา กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายกว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่เป็นทวีคูณเหมือนกับกำลังผลิตของโรงสีข้าว แน่นอนในการทำธุรกิจเสรีที่มีการแข่งขัน ทุกโรงสีก็ต้องพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์การสีข้าว เครื่องสีข้าว การบรรจุ การส่งการจำหน่าย ก็ต้องพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อชิงความได้เปรียบในด้านการค้า มีหลายท่านบอกว่าเครื่องจักร เทคนิคการสีข้าว อุปกรณ์ที่มีความสำคัญราคาสูงนั้นทุกโรงสีมีความสามารถในการซื้อ และติดตั้งได้ไม่แพ้กันไม่ยอมน้อยหน้าแม้ว่าราคาจะแพงมากก็ตาม แต่การสีข้าวนั้นไม่ได้มีเครื่องอุปกรณ์เท่านั้นก็สีข้าวได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ คน เพราะถ้าไม่มีคนที่เอาใจใส่ดูแลเครื่องและปรับเครื่องให้อยู่ในสภาวะการทำงานที่ดี แม้ว่าเครื่องจะดีขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย หัวใจของโรงสีข้าวนั้นต้องมี สี่ประสานจึงจะเรียกว่าสมบูรณ์
- พนักงานที่มีความสามารถ
- เครื่องจักรที่มีคุณภาพ (เหมาะกับข้าวเปลือกและข้าวสารที่กำลังสีอยู่)
- การติดตั้งที่ดี ระบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อน
- วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี
ปัจจุบันเรามักจะได้ยินบ่อยๆคือ “คนงานหายาก” ผมไม่มีคนเป็น ผมหาคนที่ทำงานดีๆไม่ได้ ไม่มีคนพอกหินเป็น ไม่มีคนใช้หินโคนได้” เหล่านี้คือวลีที่ได้ยินทั่วไป แล้วความจริงก็คือ เราไม่ได้มีการสร้างบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการสีข้าวมาเลย เรามีมหาวิทยาลัยสอนสาขาวิชาชีพมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีการสอนเรื่องการสีข้าว หรือที่เราเรียกทางวิชาการว่า “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” ที่เห็นได้และมีผลงานเป็นรูปธรรมอยู่คือ สถาบันราชมงคลวิทยาเขตบางพระ ชลบุรี ซึ่งผู้เขียนคือตัวกระผมเองได้เข้ารับการอบรมในวิชา “เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” กับท่านอาจารย์ ผ.ศ. ผดุงศักดิ์ วานิชชัง เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งท่านได้ให้ความรู้เรื่องการจัดการข้าวเปลือกตั้งแต่อยู่ในท้องนา ผ่านการอบลดความชื้น การทำความสะอาด การเก็บรักษา การสีข้าว การบรรจุ การส่งมอบลูกค้า
เริ่มจาก!! ข้าวเปลือกที่ยังอยู่ที่ต้นข้าวในท้องนาควรที่จะเกี่ยวเมื่อไร? อายุของข้าวเปลือกที่ยังติดอยู่ต้นข้าว เทคนิคการใช้เครื่องเกี่ยวที่ดี เสียหายน้อย การอบลดความชื้น จริงๆแล้วการอบลดความชื้นมีอยู่ 2 แบบ คือ อบเพื่อจะนำไปเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว และที่โรงสีดำเนินการอยู่คืออบเพื่อจะนำไปสีเป็นข้าวสาร เราจะพูดถึงการอบเพื่อจะนำไปสีเป็นข้าวสารคุณภาพดี จมูกข้าวสวย ผิวพรรณของข้าวสารขาวสวย (แบบหมวยและอึ์ม) จมูกดี อวบอิ่มเต็มเมล็ด ต้องใช้เครื่องอบลดความชื้นที่ดี การให้ความร้อนต้องสม่ำเสมอ ไม่สูงเกินไป ใช้เวลาในการอบที่เหมาะสมกับข้าวเปลือกที่กำลังทำการอบอยู่ในเวลานั้น การอบแบบเร็วเพื่อให้ข้าวเปลือกแห้งเร็ว อบได้มากทันอกทันใจ แต่เมื่อข้าวเปลือกแห้งแล้วนำมาเก็บสต็อกไว้ในยุ้ง ไม่นานความชื้นก็จะกลับมา ข้าวท่านก็จะเหลืองเร็ว เหลืองง่ายทั้งๆที่ท่านคิดว่าไม่น่าจะเหลือง อะไรที่เร็วๆทันใจวัยรุ่นไม่เหมาะกับการอบข้าวเปลือกโดยเฉพาะข้าวเปลือกนาปี ที่ต้องใช้เวลาเก็บสต็อกนานเพื่อให้เป็นข้าวเก่าใช้บริโภคภายในประเทศ เพราะว่าถ้าท่านศึกษาธรรมชาติของข้าวเปลือกนั้น ความชื้นหรือน้ำจะอยู่กับเนื้อข้าวภายใน การอบข้าวให้ความร้อนจากด้านนอกในเวลาสั้นๆเปลือกข้าวจะแห้ง (ร้อนมากและดูเหมือนแห้ง) แต่ข้าวสารที่อยู่ภายในกำลังดูดซับความร้อนและคายความชื้นออกมาที่ละน้อยอย่างช้าๆ ถ้าความร้อนมากเกินไปข้าวสารจะแตกร้าวเพราะทนความร้อนและความดันไม่ได้ ข้าวก็จะป่น การที่เราเว้นช่วงเวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็เพื่อให้ข้าวเปลือกได้คืนตัวให้ความร้อนแทรกเข้าไปในเมล็ดข้าวและคายน้ำออกจากเมล็ดข้าว ข้าวเปลือกจึงจะแห้งอย่างแท้จริง (เราจึงมีเครื่องเป่าเย็น)
เครื่องอบมีหลายยี่ห้อ หลายโรงงาน ซึ่งแต่ละแห่งเขาก็โฆษณาว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ท่านต้องเลือกเองใช้วิจารณญาณในการเลือก เพราะว่าราคาชุดหนึ่งๆแพงกว่ารถ เบนซ์ เอส คลาส ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้เข้าเรื่องคน เครื่องอบจะดีอย่างไร อัตโนมัติขนาดไหนก็ไม่สามารถทำงานได้ (ได้ดี) หากว่าไม่มีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ (ต้องรู้เครื่อง รู้ข้าว รู้คน)
หลังจากรู้เรื่องการอบลดความชื้นแล้ว ก็มาถึงการเก็บรักษา มีหลายท่านซึ่งเข้าร่วมสัมมนาด้วยกันตั้งคำถามว่า ระหว่างไซโลกลมๆเป็นเหล็กสวยงาม สะดวก มีอุปกรณ์ตัวช่วยเยอะแยะจะเก็บข้าวเปลือก ได้ดี หรือว่ายุ้งปูนซีเมนต์ ปัจจุบันได้มีการทำทางลมใต้พื้นยุ้ง เพื่อเป่าลมเข้าไประบายความร้อนซึ่งเทคนิคที่ดีมากและปัจจุบันได้นำไปใช้กันทุกโรงสีแล้วซึ่งได้ผลเป็นที่พอใจ
ที่นี้ก็มาถึงเรื่องเครื่องจักรในร้านสี ในยุคที่นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ให้โอกาสในการลงทุน กระทรวงพาณิชย์ตั้งเงื่อนไขให้มีการรับจำนำข้าวเปลือก มีการเช่าโกดังเพื่อเก็บข้าวสาร ทำให้เกิดการลงทุนอย่างมากมายฉุด จี ดี พี ของประเทศขึ้นสูงอย่างมาก ในวงการข้าวเปลือกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โรงสีเดิมขยายกำลังผลิต ท่าข้าว ตลาดกลางข้าวเปลือกเร่งสร้างโรงสีเพื่อจะได้มีโอกาสรับจำนำข้าวเปลือก บ้างก็เร่งสร้างโกดังขนาดใหญ่เพื่อรับฝากข้าวสาร ทั้งหลายทั้งปวงนี้จึงทำให้วงการเครื่องจักรอุปกรณ์โรงสีข้าวคึกคักและขยายตัวอย่างมาก เครื่องจักรทั้งในและต่างประเทศเรียงหน้ากันมาให้เลือก ค่ายยุโรป ค่ายเอเซีย และในประเทศ ผู้ซื้อจึงมีโอกาสเลือกได้มาก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงสีข้าว ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรในร้านสี (คนปล่อยข้าว) ทุกโรงสีบอกว่ามีความสามารถสร้างโรงสีให้ทันสมัยอย่างไรก็ได้ แต่หาคนปล่อยข้าวยากมาก การที่ขาดบุคลากรในโรงสีอย่างนี้ผลมาจากรัฐบาลไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญในอุตสาหกรรมการสีข้าวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยเรา ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติให้ทุกคนศึกษากันเองแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โรงสีไหนที่ฝึกฝน ให้ความรู้กับพนักงานได้ดีก็ได้พนักงานที่ดี ที่ไม่มีพื้นฐานก็ต้องใช้วิชา ครูพักลักจำ กว่าที่จะมีความรู้ก็ต้องแลกด้วยความเสียหายของข้าวเปลือก ข้าวสาร ซึ่งเป็นเงินของประเทศชาติไปเป็นจำนวนมาก รัฐควรที่จะต้องให้ความสนใจเรื่องเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวให้มาก ปีหนึ่งๆเราเพาะปลูกข้าวได้ ทั้ง นาปรัง และนาปี รวม 23 ล้านตันข้าวเปลือก ถ้าข้าวเปลือกทั้งข้าวหอมมะลิ หอมปทุม สุพรรณ ชัยนาท และข้าวเหนียว ราคาเฉลี่ย 7,000 บาทต่อเกวียน เป็นเงินประมาณ 161,000 ล้านบาท นี่คิดเฉพาะค่าข้าวเปลือก ยังไม่ได้คิดเป็นราคาข้าวสาร และธุรกิจที่ต่อเนื่องจากข้าวเปลือกอีกมากมาย ส่วนหนึ่งก็ส่งออกไปขายต่างประเทศ ไทยเราติดอันดับที่ส่งออกข้าวสารเลี้ยงพลเมืองกว่าครึ่งโลกทำเงินรายได้เข้าประเทศแบบเต็มๆกว่า 50,000,000 บาท ถ้าเกษตรกรชาวนา ทำได้ดีขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ โรงสีข้าวลดการเสียหายจากการสีข้าว อีก 10 เปอร์เซ็นต์ คิดดูว่าจะเป็นเงินมากมายมหาศาลเพียงใด แต่ก็ไม่มีใครที่นำมาคิดเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาบุคคล
สโลแกน ที่ใช้กันทั่วโลก คือ "พัฒนาคน แล้วคนก็จะพัฒนาชาติ"
อีกเรื่องหนึ่งที่น่านำมาคิด คือปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ( ไม่ใช่ทุกแห่ง ) ได้ใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งถ้ามองระยะสั้นอาจจะดี เพราะไม่มีแรงงานของไทยเราทำงานบางประเภท แต่ถ้ามองยาวแล้วการพัฒนาของชาติ จะแย่ลงเพราะไม่มีการพัฒนาความรู้ในวิชาชีพนั้นๆ แต่วันนี้การเริ่มต้นได้เกิดขึ้นแล้ว โรงเรียนวิทยาลัยการอาชีพจังหวัดนครสวรรค์ และอุทัยธานี พิจิตร และ จังหวัดลพบุรีอีกหลายโรงเรียนระดับ ป.ว.ช. และ ป.ว.ส. ได้เปิดหลักสูตรเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ได้เริ่มเปิดรับนักเรียน ตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ผ่านมา ทำให้มีความหวังที่ปลายอุโมงค์ ว่าอนาคตไม่นาน เราจะมีนักศึกษาที่จบมาเพื่อป้อนตลาดแรงงานภาคการสีข้าว เพราะที่ผ่านมาก็ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่อาจารย์ ผ.ศ. ผดุงศักดิ์ วานิชชัง มาตลอด
จากคนก็มาถึงเครื่อง ระบบการสีข้าวนั้นมีขั้นตอนมากมาย แต่ละขั้นตอนยังแยกย่อยไปอีก การติดตั้งเครื่องจักรนั้นเราต้องกำหนดความต้องการไว้ว่าเราต้องการสีข้าวแบบไหน บรรจุอย่างไร เพราะเครื่องจักรมีให้เลือกมากพอๆกับออฟชั่นในรถยนต์ซึ่งมีให้เลือกอย่างจุใจ ถ้าไม่มีลิมิตเงินในกระเป๋า
- ตะแกรงทำความสะอาดข้าวเปลือก
- ตะแกรงคัดดอกหญ้า
- เครื่องกะเทาะข้าวเปลือก
- ตะแกรงคัดข้าวแกลบ รำหยาบ จมูกข้าว
- ตู้สีฝัดระบบลมหมุนเวียน / ตู้สีฝัดระบบเปิด
- ตะแกรงเก็บฟางจากข้าวกล้อง
- ตะแกรงโยกข้าวกล้อง
- ตะแกรงคัดแยกกรวด
- เครื่องขัดข้าวครั้งที่ 1
- เครื่องขัดข้าวขาวครั้งที่ 2
- เครื่องขัดข้าวขาวครั้งที่ 3
- ตะแกรงแยกข้าวปลายก่อนลงขัดมัน
- เครื่องขัดมันครั้งที่ 1
- เครื่องขัดมันครั้งที่ 2
- ตะแกรงคัดเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร / ข้าวต้น / ข้าวรวม / ข้าวท่อน / ข้าวปลาย
- ตะแกรงกลมเบอร์ต่างๆตามขนาดมีให้เลือก
- เครื่องชั่งไหลผ่าน เพื่อชั่งน้ำหนักข้าวชนิดต่างๆเพื่อนำไปคิดเปอร์เซ็นต์การสีข้าว
- ถังพักข้าวชนิดต่างๆ
- ถังพักเพื่อการบรรจุ
- เครื่องชั่งบรรจุ
- ต้นกะพ้อประจำที่ต่างๆ
- พัดลม บอลลูน ท่อส่ง ท่อดูด
- สายพานลำเลียง สกรูลำเลียง
- มอเตอร์ประจำเครื่อง
- สายไฟฟ้าแสงสว่าง สายไฟฟ้าระบบควบคุม ตู้ควบคุม คอมพิวเตอร์ควบคุมระบบ
- เครื่องยิงสี
- ปั๊มลม
ที่เขียนมาข้าวต้นนี้คืออุปกรณ์มาตรฐานในร้านสี ซึ่งยังมีการแยกย่อยออกไปอีกว่าจะติดตั้งแบบไหน รุ่นไหน จำนวนกี่ตัว ยี่ห้ออะไร เป็นต้น การเลือกซื้อนั้นต้องตั้งโจกย์ไว้ว่าท่านต้องการสีข้าวชนิดไหน เครื่องจักรแบบไหนที่เหมาะกับข้าวชนิดนั้นๆ หากว่าท่านติดตั้งเครื่องจักรที่แพงเกินไป มากเกินไป ก็ไม่เหมาะสมกับการลงทุน แต่ถ้าลงไม่ครบก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้
เมื่อมีเครื่องจักรที่ดี เหมาะสมแล้ว การออกแบบก็จะเป็นตัวชี้วัดว่าท่านทำได้ดีมากเพียงใด เพราะว่าการสร้างร้านสีนั้นใช้เงินมาก ร้านสีที่สูงมากยิ่งใช้เงินมากเป็นเงาตามตัวการติดตั้งที่ซับซ้อน หรือแคบเกินไปเวลาที่ต้องซ่อมแซมก็ทำได้ลำบาก การเดินเครื่องปรับแต่งเครื่องก็ไม่สะดวก มีหลายท่านคิดว่าถ้าเราติดตั้งเครื่องกะเทาะอยู่ด้านบน และกะเทาะมาลงตะแกรงเหลี่ยมแล้วลงมาตู้สีฝัด เสร็จแล้วก็ลงมาตะแกรงโยก โอ้โฮ!! วิเศษอะไรจะขนาดนั้น ไม่รู้คนอื่นทำไมคิดไม่ออก ขอบอกได้เลยว่ามีคนคิดมาแล้วและก็รื้อออกมาแล้ว เพราะว่าไม่มีพนักงานคนไหน ยกลูกยางกลมขึ้นไปถึงชั้นที่ 3 แล้วนั่งเปลี่ยนลูกยางในขณะที่ร้านสีกำลังโยกคลอน แล้วก็มีฝุ่นข้าวแกลบที่ฟุ้งมาจากตะแกรงข้าวแกลบด้านล่างลงไปรบกวนเวลานั่งเปลี่ยนลูกยาง เวลาซ่อมเครื่องกะเทาะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนดึกๆยางหมดก็ไม่มีคนคอยเปลี่ยน ข้าวขาดก็ไม่มีคนมาดู เพราะขึ้นร้านสีขนาด 3 ชั้น นี่เป็นตัวอย่างเล็ก จึงเขียนมาเพื่อให้คิดถึงเรื่องการออกแบบเป็นสำคัญ ออกแบบดี ประหยัดทุกอย่าง ตัวอย่างเรื่องสายไฟฟ้าในร้านสี บางท่านชอบสวยงาม ติดตั้งห้องควบคุมไฟฟ้าแยกออกมาจากร้านสีมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของอาคาร สวยมาก ดีมาก แต่ไม่ประหยัด มอเตอร์ในร้านสีมีว่า 100 ตัว แต่ละตัวมีสายไฟ 6 เส้น สายควบคุมอีก 4 เส้น สายรีโมทอีก 4 เส้น รวม 14 เส้น ถ้าห่างเพิ่มขึ้นอีก 50 เมตร มอเตอร์ 100 ตัว ต้องเพิ่มสายไฟทั้งเล็กและใหญ่รวม 50 คูณ 100 คูณ 14 รวม 70,000 เมตร
วิสูตร
21/04/1998